ฮอยอัน ฉันรักเธอ
ฮอยอัน ฉันรักเธอ
เรื่อง พัศสรรค์ รักษ์มีธรรม
ภาพ สิทธิชัย โพธิ์แก้ว
ต้อนรับวาเลไทน์ด้วยเมืองโรแมนติกสุดในทริปนี้ “ฮอยอัน” และที่ต่อด้วยคำว่า “ฉันรักเธอ” นั้น ผมยืมวลีมาจากละครหลังข่าว ช่อง 3 เมื่อหลายปีก่อน ที่แดน-วรเดช ไปหลงรักสาวเจนนี่ เทียนโพธ์สุวรรณ ที่เล่นเป็นสาวเวียตนาม หนุ่มไทยเจอเสน่ห์สาวอ่าวหย่ายเข้าเต็มเปาที่เมืองท่าโบราณริมทะเลแห่งนี้ล่ะ
ทริปนี้ผมยังเกาะกลุ่มกับเพื่อนๆ สะพายเป้แบกข้ามประเทศเที่ยวเหมือนเดิมอยู่ครบทีม ทั้งเพื่อนในก็วนเที่ยว เต่า-สิทธิชัย ,กอล์ฟ –ฑลิกา ฝ่ายบัญชีเก็บเงินกองกลาง ,พี่นิด –อรวรรณ ,พี่หว่อง,น้องมณใจ และนายวอน
การเดินทางมาฮอยอันไม่ยากเลย ถ้ามาจากชายแดนไทยฝั่งมุกดาหาร แวะกินอาหารเวียตนามอร่อยๆแถวชายแดน
ตลาดอินโดจีนแล้วลุยต่อเข้าสะหวันเขต ประเทศลาว จ็อบพลาสปอร์ตสะสมแต้มก่อน แล้วต่อรถตู้ของคนลาวตีเข้าเวียตนาม ผ่านเว้เข้าไปที่ฮอยอัน 1 คืน กับ 2 วันการเดินทางก็ถือว่าคุ้มกับบรรยากาศโรแมนติกแล้ว
ฮอยอัน มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมับกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.2143-2243 (สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ) เพราะถือได้ว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเอชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว มีทั้งฝรั่งโปตุเกศ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เข้ามาทำการค้าขาย แต่ที่เห็นสถาปัตยกรรมตามบ้านเรือน จะมีพ่อค้าชาวจีนและญี่ปุ่นมาอาศัยลงหลักปักฐานมาที่สุด จนมีการสร้างสะพานญี่ปุ่น Japanese Bridge ขึ้นในศตวรรษที่ 18 ที่ปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไปโดยปริยาย ทุกวันนี้อาคารต่างๆภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดีเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก็ยังสมบูรณ์และสวยงามอยู่
อื้อฮือ..ประวัติเมืองที่ยาวนานขนาดกรุงรัตนโกสินทร์ของไทยยังต้องซูฮกยกนิ้วให้ทีเดียว จนองค์การยูเนสโก อดรนทนไม่ไหวต้องขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2542
เมืองขนาดเล็กที่มีมนต์เสน่ห์ฝั่งทะเลจีนใต้กลางประเทศเวียตนามแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับจังหวัดกวางนัม ( Quang Nam) มีประชากรอาศับอยู่เพียง 80,000 คนเท่านั่น แต่ที่เห็นหัวดำ หัวแดง หัวทองเดินกันเต็มเมือง คือนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาสัมผัสไออุ่นของลมทะเลที่เมืองโรแมนติกแห่งนี้ รวมทั้งทริปเพื่อนผมที่มาปักหลักอยู่ที่นี่ วิ่งเข้าร้านโน้น เดินออกร้านนี่ กิน กิน และกินแบบสำราญใจ อิ่นหน่อยก็เช่าจักรยานปั่น หรือเดินทอดน่องซื้อของ ลงเรือเลาะริมทะเลสาบไปเรื่อยๆ
ค่าที่พักและอาหารก็ถูกแสนถูกถ้าเปรียบเทียบเงินไทยแล้ว 10,000 ด่อง เท่ากับ 20 บาท เช่นค่าที่พัก 100,000 ด่อง เท่ากับ 200 บาท/คืน หรืออาหารทะเลจานใหญ่ 50,000 ด่อง เท่ากับ 100 บาท ทั้งกุ้ง ปู ปลาหมึก กินซะเอียน ยิ่งร้านแบเกอรี่เก๋ๆ ขายขนมเค้กสารพัดหน้าและรสชาติ ชิ้นโตๆ ตกอยู่ที่ชิ้นละ 15,000 – 30,000 ด่อง คู่รักกินไปจิบไวน์ไป นั่งชิวชิวกับเพลงฝรั่งที่เปิดเอาใจนักท่องเทียว ต่อให้คู่ที่เบื่อหน้ากันมาที่นี่ก็หันกลับมาสบตาเพราะความหวานซึ้งของบรรยากาศได้
ร้านขายผลงานและศิลปะ หัตถกรรม ก็ดึงดูดกระเป๋าสตางค์ของนักท่องเที่ยวไทยได้อย่างบ้าคลั่ง เพราะโน้นนั่นนี่ถูกแสนถูก ที่ต้องเน้น”คนไทย” เพราะพี่เราขาช้อปจนทั่วโลกยอมรับ ต่างชาติบ้านอื่นซื้อพอเป็นพิธี แต่บ้านเราซื้อเพราะความสุขที่ได้ใช้เงิน ซื้อไปทำอะไรค่อยว่ากันอีกที ขนาดร้านค้าบางที่ยังต้องฝึกพูดภาษาไทยไว้เอาใจพี่ไทยเราด้วย
ดึกๆ ดื่นๆ คู่รักที่มาเที่ยวก็เดินเกี่ยวแขนเข้าคลับ บาร์ ริมทะเลที่ตกแต่งได้อย่างสวยงาม บางร้านมีเปียโน บางร้านมาไวโอลิน หรือเปิดเพลงบบรเลงคลอๆ ไม่อึกทึกครึกโครมเหมือนที่เมืองลี่เจียงในจีน เพราะที่นี่ คือเมืองที่เงียบสงบและปรารถนาให้คู่รักซึมซับดื่มด่ำใต้แสงเทียน และดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้า
ไม่แน่...หากกลับไปที่นั่นอีก ใครหลายคนอาจพาคนรักที่แท้จริงไปฮันนีมูนใต้แสงเทียน แล้วบอกว่า ฉันรักเธอ ได้เต็มปากอย่างมีความสุข....โอมพี้ยง...ขอให้ฝันเป็นจริงสักทีเถอะ.



แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 03 เมษายน 2011 เวลา 03:31 น.)



